การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาอรรถประโยชน์การใช้จ่ายเงินของพนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย และเพื่อศึกษาเปรียบเทียบการใช้จ่ายเงินกับอรรถประโยชน์ในการใช้รายได้ของพนักงาน โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ พนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย จำนวน 200 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล ซึ่งในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจงความถี่ (Frequency) และหาค่าร้อยละ (Percentage) หาค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และทดสอบสมมติฐานด้วยการหาค่า t-test, F test ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. พนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทยมีความคิดเห็นเกี่ยวกับอรรถประโยชน์การใช้จ่ายเงินของพนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.34 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.77 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก ได้แก่ อุปการะครอบครัว บิดามารดา และการศึกษาบุตร มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.61 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.78 ค่าใช้จ่ายในการเสี่ยงโชค ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.61 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.78 อาหารและเครื่องดื่ม มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.52 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.78 ค่าพาหนะ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.53 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.74 เครื่องสำอาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.45 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.80 บันเทิงและสันทนาการ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.42 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.80 ส่วนด้านที่มีความคิดเห็นอยู่ในระดับปานกลาง ได้แก่ ค่าโทรศัพท์ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.39 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ0.69 เสื้อผ้า/เครื่องนุ่งห่ม มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.35 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.86 อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.27 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.81 สินค้าเพื่อการอุปโภค/เบ็ดเตล็ด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.02 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.76 และยาสูบและแอลกอฮอลล์ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.27 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.69 ตามลำดับ 2. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับอรรถประโยชน์การใช้จ่ายเงินของพนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย กับรายได้ของพนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย พบว่า พนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย ที่มีรายได้แตกต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับอรรถประโยชน์การใช้จ่ายเงิน ด้านเสื้อผ้า/เครื่องนุ่งห่ม ด้านเครื่องสำอาง และด้านยาสูบและแอลกอฮอลล์ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
This research aimed to study an expenditure utility of the Sports Authority of Thailand (Hua Mark) employees, and to compare expenditure and utility from income pending of official. Questionnaires were distributed to 200 samples of Sports Authority of Thailand’s officials. Statistics used for data analysis composed of frequency, mean, standard deviation, t-test, and F test. The finding results were as follows 1. Level of opinion on utility from expenditure of Sports Authority of Thailand’ officials in general was moderate ( = 3.34, S.D. = 0.77). By considering for each aspect, it was found that high level of opinion were for subsidization of family, parents, sons/daughters ( = 3.61, S.D. = 0.78), for risk-taking expense ( = 3.61, S.D. = 0.78), for food and beverage ( = 3.52, S.D. = 0.78), for vehicle ( = 3.53, S.D. = 0.77) for recreation and entertainment ( = 3.42, S.D. = 0.80); moderate level of opinion were for telephone cost ( = 3.39, S.D. = 0.69), for clothes ( = 3.35, S.D. = 0.86), for electric equipment ( = 3.27, S.D. = 0.81), for consuming product and miscellaneous ( = 3.02, S.D. = 0.76) and for cigarette and alcohol ( = 3.27, S.D. = 0.69), respectively. 2. Analytical result of comparison between level of opinion on utility from expenditure of Sports Authority of Thailand’ officials and their income found that officials of different incomes had different opinion on age of staffs had different opinion on utility from expenditure for clothes/cosmetics and cigarette and alcohol with statistic significance at .05 level.