การศึกษาวิจัยนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษากระบวนทัศน์ทางการบริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานและเพื่อเสนอแนะแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานระดับ 2-7 สำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 3 (ภาคเหนือ) จังหวัดลพบุรี โดยมีปัจจัยที่เกี่ยวข้อง 3 ปัจจัย ได้แก่ คุณลักษณะส่วนบุคคล แนวทางการปรับปรุงการทำงานให้มีประสิทธิภาพตามแนวคิดยุคดั้งเดิม และแนวทางการปรับปรุงการทำงานให้มีประสิทธิภาพตามแนวคิดยุคพฤติกรรมศาสตร์ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 164 คน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นเกี่ยวกับประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.01) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ปัจจัยย่อยมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านส่วนบุคคล มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ( = 4.15) และด้านผลการปฏิบัติงาน มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ( = 3.91) ความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางทางการปรับปรุงการทำงานให้มีประสิทธิภาพตามแนวคิดยุคดั้งเดิม พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 3.73) โดยด้านโครงสร้างองค์กร มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ( = 3.88) และด้านค่าตอบแทน มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ( = 3.57) ส่วนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการปรับปรุงการทำงานให้มีประสิทธิภาพตามแนวคิดยุคพฤติกรรมศาสตร์ พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( =3.81) โดยด้านสภาพแวดล้อมภายในในการทำงาน มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ( = 3.82) และด้านความพึงพอใจในการทำงาน มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ( = 3.79) ผลการทดสอบสมมติฐานที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 พบว่า พนักงานที่มีเพศ อายุสถานภาพครอบครัว ระดับการศึกษา รายได้เฉลี่ยต่อเดือน ระดับตำแหน่งหน้าที่ และระยะเวลาในการปฏิบัติงานที่แตกต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับประสิทธิภาพการทำงานไม่แตกต่างกัน ทั้งในด้านส่วนบุคคล ด้านผลการปฏิบัติงาน และในภาพรวม ยกเว้นระดับตำแหน่งหน้าที่ที่แตกต่างกันมีผลทำให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับประสิทธิภาพการทำงานเฉพาะในด้านผลการปฏิบัติงาน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ยังพบว่า แนวทางการปรับปรุงการทำงานตามแนวคิด ยุคดั้งเดิม และแนวทางการปรับปรุงการทำงานตามแนวคิดยุคพฤติกรรมศาสตร์มีความสัมพันธ์ เชิงบวกกับประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานในระดับปานกลางถึงสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001
The purposes of this research were to study how management paradigm affects on working efficiency and to guide the way to enhance working efficiency of level 2-7 staff in the office of Provincial Electricity Authority Region 3 (North), Lopburi Province. By considering 3 related factors personal characteristic, improving work efficiency by conservative approach, and behavioral science. Research instrument was a questionnaire. 164 officers were the samples for this study. The result reveals that the samples had opinion on working efficiency of staff in overall at a high level ( = 4.01). Considering each aspect, it was found that all factors had a high average value. The personal factor had the highest average value ( = 4.15) and the lowest average value was work efficiency ( = 3.91). However, an opinion about improving work efficiency by conservative approach revealed that the samples had high level score ( = 3.73). Therefore, the highest average value was the organization structure ( = 3.88), and the lowest average value was the income variable ( = 3.57). In part of improving work efficiency by behavioral science, found that the samples had high level score ( = 3.81). Work environment had the highest average value ( = 3.82) and work satisfaction had the lowest average value ( = 3.79). The result of hypothesis testing at .05 level of significance found that the samples who had different gender, age, marital status, education level, monthly income, position level, and period of work had no differently opinion with work efficiency either personal factor or work efficiency and overall. Except in the different position level would affect to their opinion about work efficiency, especially in work performance was different at .05 level of significance. Moreover, it was found that improving work efficiency by conservative approach and behavioral science had positive relation with work efficiency of staff in moderate level to high level at .001 level of significance.