การวิจัยเรื่อง การรับรู้สิทธิประโยชน์ของคนพิการในอำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาการรับรู้กฎหมายและสิทธิประโยชน์ของคนพิการในอำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับการรับรู้กฎหมายและสิทธิประโยชน์ของคนพิการในอำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลดังกล่าวจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นคนพิการในอำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี จำนวน 400 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลสำหรับการศึกษาในครั้งนี้แบ่งออกเป็นสถิติพรรณา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สำหรับสถิติอ้างอิงที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ t-test, F test, ค่า LSD หรือ Fisher’s Least-Significant Different และ ค่าสถิติไคสแคว์ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุอยู่ระหว่าง 31 ปี ถึง 40 ปี มีสถานภาพทางครอบครัว คือ สมรส ไม่ได้รับการศึกษา มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่ำกว่า 5,000 บาท ประกอบอาชีพ รับจ้างทั่วไป มีความพิการทางกายหรือการเคลื่อนไหว การรับรู้กฎหมายและสิทธิประโยชน์ของคนพิการ โดยผลรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ระดับการรับรู้ในระดับปานกลาง ( = 2.81) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านสิทธิประโยชน์ ด้านสวัสดิการสังคม ( = 3.05) รองลงมาคือ ด้านกฎหมายและนโยบายเกี่ยวกับคนพิการ ( = 2.92) สิทธิประโยชน์ด้านการศึกษา ( = 2.67) สิทธิประโยชน์ด้านการแพทย์ ( = 2.62) และสิทธิประโยชน์ด้านการอาชีพ ( = 2.48) ตามลำดับ ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลที่มีเพศและประเภทของความพิการที่แตกต่างกัน ไม่มีผลต่อการรับรู้กฎหมายและสิทธิประโยชน์ของคนพิการ ปัจจัยส่วนบุคคลที่มีอายุ สถานภาพทางครอบครัว ระดับการศึกษา รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และอาชีพที่แตกต่างกัน มีผลต่อการรับรู้กฎหมายและสิทธิประโยชน์ ของคนพิการในอำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
This research aimed to study the benefit recognition of the disabled in Lumluka district, Pathumthani province, and the relationship between socio demographic factors and the benefit of the disabled in Lumluka district, Pathumthani province. The data were collected from 400 disabled samples by using a questionnaire, in Lumluka district, Pathumthani province. The statistics used to analyze data composed of percentage, mean, Standard Deviation, t-test, F test, LSD and Chi-Square. The results revealed that most of the samples are male, aged 31-40 years old, had civil status as married, uneducated, their income less than 5,000 baht per month, career in general of working, the beneficial in law acknowledgement and the rights of the disabled. Overall, the benefit recognition of the disabled was at a “moderately” level ( = 2.81). In terms of each item found every item was a “moderate” level, as follows the beneficial in social welfair ( = 3.05), the law and disabled policy ( = 2.92), the benefit recognition of the education ( = 2.67), the benefit recognition of the medical ( = 2.62), and the benefit recognition of the career ( = 2.48), respectively. The result of hypotheses testing found that gender and disable type had no influence on their benefit recognition, but different age, marital status, education level, monthly income, and career had differently in their perception at .01 level of significance.