การวิจัยนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาการปฏิบัติงานด้านความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนในโรงเรียนประถมศึกษา อำเภอวาริชภูมิ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 2 ตามทัศนะของครู และ 2) เปรียบเทียบการปฏิบัติงานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนในโรงเรียนประถมศึกษา อำเภอวาริชภูมิ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 2 จำแนกตาม เพศ ระดับการศึกษา และที่พักอาศัย ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ครูโรงเรียนประถมศึกษา มีทั้งสิ้น จำนวน 343 คน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยตามตารางสำเร็จรูปของเครจซีและมอร์แกน (Krejcie; & Morgan. 1970) จำนวน 182 คน เป็นเพศหญิง จำนวน 110 คน คิดเป็นร้อยละ 60.40 ชาย จำนวน 72 คน คิดเป็นร้อยละ 39.60 มีระดับการศึกษาปริญญาตรี จำนวน 147 คน คิดเป็นร้อยละ 80.80 สูงกว่าปริญญาตรี จำนวน 35 คน คิดเป็นร้อยละ 19.20 พักอาศัยในชุมชน จำนวน 87 คน คิดเป็นร้อยละ 47.80 และพักอาศัยนอกชุมชน จำนวน 95 คน คิดเป็นร้อยละ 52.20 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลและทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) และค่าที (t-test) ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามได้เท่ากับ .973 ผลการวิจัยพบว่า การปฏิบัติงานด้านความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนในโรงเรียนประถมศึกษาตามทัศนะของครู อำเภอวาริชภูมิ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.03) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า การปฏิบัติงานด้านความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนในโรงเรียนประถมศึกษาตามทัศนะของครูอยู่ในระดับมาก 5 ด้าน เรียงตาม ลำดับคะแนนเฉลี่ยมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนและหน่วยงานอื่นในท้องถิ่น ( = 4.12) ด้านการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมของโรงเรียน ( = 4.10) ด้านการเข้าร่วมกิจกรรมของชุมชน ( = 4.10) ด้านการให้บริการแก่ชุมชน ( = 3.98) และด้านการประชาสัมพันธ์โรงเรียน ( = 3.87) เมื่อเปรียบเทียบเป็นรายด้าน ปรากฏผลดังรายละเอียดต่อไปนี้ การปฏิบัติงานด้านความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนในโรงเรียนประถมศึกษาตามทัศนะของครูที่มีเพศต่างกันมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน เมื่อเปรียบเทียบรายด้าน พบว่า ด้านการประชาสัมพันธ์โรงเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนด้านอื่นๆ ไม่แตกต่างกัน การปฏิบัติงานด้านความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนในโรงเรียนประถมศึกษาตามทัศนะของครูที่มีระดับการศึกษาต่างกันมีความคิดเห็น ไม่แตกต่างกัน เมื่อเปรียบเทียบรายด้าน พบว่า ทุกด้านไม่แตกต่างกัน การปฏิบัติงานด้านความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนในโรงเรียนประถมศึกษาตามทัศนะของครูที่มีสถานที่พักอาศัยต่างกันมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน เมื่อเปรียบเทียบรายด้าน พบว่า ด้านการให้บริการแก่ชุมชนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนด้านอื่นๆ ไม่แตกต่างกัน
The objectives of the research were to study and compare teachers opinions on school-community relation of primary schools in Warichaphum district under Sakonnakorn Educational Service Area Office 2, classified by gender, education level, and accommodation location. Population composed of 343 teachers, the samples were 182 teachers through Krejcie; & Morgan formula, and simple random sampling. The samples consisted of 110 females (60.40%), and 72 males (39.60%); 147 undergraduates (80.80%) and 35 graduates (19.20%); 87 lived in community (47.80%) and 95 lived outside community (52.20%). The data and hypothesis were tested by percentage, mean, standard deviation, and t-test. The statistical confidence in questionnaire was .973. Results showed that Teachers opinions on school-community relation of primary schools in Warichaphum district under Sakonnakorn Educational Service Area Office 2 was at high level. Considering on each aspect, there were 5 aspects at high level ranging from high to low building relationships with local communities and other agencies ( = 4.12), community participation in school activities ( = 4.10), participate in community activities ( = 4.10), community services ( = 3.98), and school public relation ( = 3.87), respectively. Gender had no influence on overall opinion. Considering on each aspect, gender had influence on school public relation at 0.05 statistically significant and no influence on other aspect. Education level had no influence on overall opinion and each aspect. Accommodation location had no influence on overall opinion. Considering on each aspect, accommodation location had influence on community services at 0.05 statistically significant and no influence on the others.