การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาปัญหาการบริหารจัดการเรียนร่วมในโรงเรียนแกนนำ การจัดการเรียนร่วมตามโครงสร้างซีท (SEAT Framework) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสงคราม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารและครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสงคราม จำนวน 151 คน โดยใช้แบบสอบถามเกี่ยวกับปัญหาการบริหารการจัดการเรียนร่วมตามโครงสร้างซีท (SEAT Framework) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสงคราม จำแนกเป็น 4 ด้าน คือ ด้านนักเรียน ด้านสภาพแวดล้อม ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน และด้านเครื่องมือสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าที ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1. ปัญหาการบริหารการจัดการเรียนร่วมในโรงเรียนแกนนำการจัดการเรียนร่วม ตามโครงสร้างซีท สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสงคราม ในภาพรวม อยู่ในระดับมาก ( = 3.53, S.D. = 0.35) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า มีปัญหาอยู่ในระดับปานกลางถึง 3 ด้าน และอยู่ในระดับมากเพียงด้านเดียว คือ ด้านนักเรียน ( = 3.76, S.D. = 0.44) 2. ผลการเปรียบเทียบปัญหาการจัดการเรียนร่วมในโรงเรียนแกนนำการจัดการเรียนร่วมตามโครงสร้างซีท (SEAT Framework) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสงคราม เมื่อจำแนกตามตำแหน่ง วุฒิการศึกษา และเพศ ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งโดยภาพรวมและรายด้าน
The purpose of this research was to study problems on the administration of mainstreaming school by SEAT framework under the Office of Samutsongkram Primary Educational Service Area. One-hundred and fifty-one administrators and teachers were samples for this study. The data were collected by a questionnaire in 4 aspects students, environment, activities, and tools. Statistics used to analyze data were frequencies, percentage, mean, Standard Deviation, and t-test. Findings were showed that 1. Problems on the administration of mainstreaming school by SEAT framework under were at high level ( = 3.53, S.D. = 0.35). Considering each aspect found only one aspect was at a high level the student aspect ( = 3.76, S.D. = 0.44), the other 3 aspects were at a moderate level. 2. Position, education level, and gender had no influence on the samples opinions.