การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำเกี่ยวกับการนิเทศภายในโรงเรียนของผู้บริหารสถานศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาส 2) ศึกษาภาวะผู้นำของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการนิเทศภายในของโรงเรียนขยายโอกาส และ 3) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับภาวะผู้นำที่ส่งผลต่อการนิเทศภายในของโรงเรียนขยายโอกาส โดยมีกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา รองผู้บริหารฝ่ายวิชาการหรือหัวหน้าฝ่ายวิชาการ และครูผู้สอนโรงเรียนขยายโอกาสสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 จำนวน 120 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม ใช้ค่า Independent Sample t-test ผลการศึกษาพบว่า 1. ภาวะผู้นำของผู้บริหารที่ส่งผลต่อการนิเทศภายในของโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษา รองผู้บริหาร ฝ่ายวิชาการหรือหัวหน้าฝ่ายวิชาการ และครูผู้สอน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับภาวะผู้นำที่ส่งผลต่อการนิเทศภายในของโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาตามลักษณะของภาวะผู้นำ พบว่า ลักษณะของภาวะผู้นำที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ลักษณะภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง รองลงมาคือ มีลักษณะภาวะผู้นำการแลกเปลี่ยน และมีการนิเทศภายใน 2. การนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 พบว่า โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการจัดระบบการเรียนการสอน รองลงมาคือ ด้านการพัฒนาหลักสูตรและด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการประเมินผล 3. ความคิดเห็นเกี่ยวกับภาวะผู้นำที่ส่งผลต่อการนิเทศภายในของโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษา รองผู้บริหารฝ่ายวิชาการหรือหัวหน้าฝ่ายวิชาการ และครูผู้สอน ที่มีลักษณะภาวะผู้นำต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับภาวะผู้นำที่ส่งผลต่อการนิเทศภายในของโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ด้านการพัฒนาหลักสูตร ในภาพรวมและรายด้าน ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งไม่สอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้
The purposes of this study were to determine 1) leadership of administrators on school supervision of expansion schools, 2) leadership of the administrators affecting on supervision of the expansion schools, and 3) the comparison of administrators opinions affecting school supervision of expansion schools under the Phetchaburi Primary Educational Service Area Office 2. The samples consisted 120 administrators, assistant administrators or academic chiefs, and teachers. The research instrument was a 5-rating scale questionnaire. Statistics used for analyzing the data were frequency, percentage, mean, Standard Deviation, and t-test. The results revealed that 1. The leadership of the administrators affecting on school supervision of expansion schools under Phetchaburi Primary Educational Service Area Office 2 was at the highest level in overall and each aspect the transformational leadership, the transactional leadership, and school supervision, respectively. 2. The school supervision in expansion schools under the Phetchaburi Primary Educational Service Area Office 2 was found that administrators, assistant administrators or academic chiefs and teachers had the opinion on school supervision at the highest level both in overall and every aspect by ranking from the highest to lowest means the organizing instruction, the developing curriculum, and the lowest aspect was the evaluation. 3. Opinion on the leadership affecting on the school supervision of expansion schools under Phetchaburi Primary Educational Service Area Office 2 was found that administrators, assistant administrators or academic chiefs and teachers who have different styles of leadership had no difference on their opinions at .05 level of significance, which was not corresponding with the hypothesis.