สารนิพนธ์พ.ศ. 2554

บทบาทของผู้บริหารโรงเรียนที่มีต่อการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต 3

Roles of Primary School Administrators in Promoting Doing Classroom Action Research in Schools Under Pattani Primary Educational Service Area Office 3

ผู้จัดทำ: เจะอาแซ เปาะแต
ระดับการศึกษา: ปริญญาโท
สาขาวิชา/กลุ่มสาขา: หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา
อาจารย์ที่ปรึกษา: เสาวณีย์ สิกขาบัณฑิต
0 เข้าชม 0 ดาวน์โหลด
ดาวน์โหลดเอกสาร

บทคัดย่อ (ภาษาไทย)

การวิจัยในครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของผู้บริหารโรงเรียนที่มีต่อการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปัตตานี เขต 3 และเปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับ บทบาทของผู้บริหารโรงเรียนที่มีต่อการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียน จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศ อายุ ระดับการศึกษา ตำแหน่งงาน ประสบการณ์การอบรมวิจัยในชั้นเรียน ประสบการณ์ในการบริหารของผู้บริหารโรงเรียน (เฉพาะผู้บริหาร) และ ขนาดของโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารและครูผู้สอนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต 3 จำนวน 334 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.87 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการทดสอบรายคู่ด้วยวิธีเชฟเฟ่

Abstract (English)

The purposes of this research were to 1) study the roles of primary school administrators in promoting doing classroom action research in schools under Pattani Primary Educational Service Area Office 3 as perceived by administrators and teachers, and 2) compare the roles of primary school administrators in those schools, classified by gender, age, education, position, experience, and school’s size. The samples were 334 school administrators and teachers in primary schools under Pattani Primary Educational Service Area Office 3. The questionnaire used as an instrument which had a reliability of 0.87. The statistics composed frequency, percentage, mean, standard deviation, t-test, one-way analysis of variance, and Schaeffe’s method.